เป็นอีกเรื่องที่น่ารู้ ในการเลือกซื้อเสื้อผ้าแฟชั่นสำเร็จรูป เพื่อให้ได้ผ้าที่มีคุณสมบัติตรงตามที่ต้องการมากขึ้น นอกจากการเลือกรูปแบบแล้ว หากเพิ่มรายละเอียด ชนิด และคุณสมบัติผ้าด้วย จะทำให้เราเลือกผ้าได้เหมาะสมกับการสวมใส่ ในสภาพอากาศ และกิจกรรมที่ต้องการ อันเป็นประโยชน์สูงสุด

ผ้า (Fabric) หมายถึง วัสดุชนิดหนึ่ง ที่มีลักษณะเป็นแผ่นแบน และผ่านกระบวนการผลิตจากเส้นใย ธรรมชาติ หรือสังเคราะห์ จนได้เป็นเส้นด้าย และผ่านกรรมวิธีผลิตจนได้เป็นผืนผ้า

ประเภทของเนื้อผ้า ที่ใช้ผลิตเครื่องนุ่งห่ม มี 3แบบ

  1. ผ้าฝ้าย
  2. ผ้าฝ้ายผสมกับผ้าใยสังเคราะห์ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าผ้า TC, CVC, CTC ขึ้นกับเปอร์เซ็นต์การผสมของเส้นด้าย
  3. ผ้าใยสังเคราะห์ หรือโพลีเอสเตอร์ ที่เรียกกันทั่วไปว่าผ้า TK

 

กระบวนการทำเสื้อผ้า
วัสดุ เส้นใย → ปั่น → เส้นด้าย → ถักทอ → ผืนผ้า → ตัดเย็บ → เสื้อผ้า

ชนิดของเส้นใย

สามารถแบ่งชนิดเส้นใย ใหญ่ๆ ได้ 2แบบ คือ เส้นใยธรรมชาติ กับ เส้นใยสังเคราะห์

  1. เส้นใยที่ทำจากธรรมชาติ100% (Natural fiber)
    1. เส้นใยเซลลูโลสธรรมชาติ (Natural cellulose fibers)
      • เส้นใยฝ้าย (Cotton) จากปุยของดอกฝ้าย
      • เส้นใยลินิน (Linen) จากต้นflax
      • เส้นใยไผ่ (Bamboo Fiber)
      • อื่นๆ เช่น เส้นใยจาก ป่าน ปอ ปอแก้ว มะพร้าว สับปะรด นุ่น มะพร้าว ฯ
    2. เส้นใยโปรตีนธรรมชาติ (Natural protein fibers) จากขนสัตว์ต่างๆ (Wool) เช่น ใยจากขนแกะ ขนแพะ ขนอูฐ ขนแคชเมียร์ ขนมิ้งค์ เป็นต้น
      • เส้นใยไหม (Silk) จากโปรตีนของรังไหม
      • เส้นใยขนแคชเมียร์ (Cashmere)
      • เส้นใยขนโมแฮร์: จากแพะแองกอร่า (Angora) ประเทศตุรกี
      • เส้นใยขนอัลปาก้า (Alpaca): เป็นสัตว์ในตระกูลอูฐ
      • เส้นใยขนจากสัตว์อื่นๆ ที่เรียกว่า ขนเฟอร์ (Fur) ซึ่งเป็นขนสัตว์ที่มีปริมาณน้อย หายาก และราคาค่อนข้างแพง ได้แก่ ขนกระต่าย ขนHare (สัตว์ชนิดหนึ่งเหมือนกระต่าย/กระต่ายป่า) ขนแพะแองกอร่า (Mask Rat) มิงค์ (Mink)
    3. เส้นใยจากสินแร่ (Mineral Fibers)
      • เส้นใยหิน (Asbestos)
    4. เส้นใยยางธรรมชาติ (Natural Rubber Fiber)
  2. เส้นใยสังเคราะห์ (Synthetic)
    1. เส้นใยสังเคราะห์จากสารเคมี (Chemical Synthetic fiber)
      • สแปนเด็กซ์ (Spandex)
      • ไนลอน (Nylon)
      • โพลีเอสเตอร์ (Polyester)
    2. เส้นใยสังเคราะห์จากวัสดุธรรมชาติ (Natural Synthetic fiber)
      •  เส้นใยเซลลูโลสสังเคราะห์ (Synthetic Cellulose Fibers)
        • เรยอน (Rayon) หรือรู้จักกันในชื่อ ไหมเทียม
      • เส้นใยโปรตีนสังเคราะห์ (Synthetic Protein Fibers)
        • แอสลอน (Azlons)

 

ผืนผ้า มี 3 ประเภท ตามกรรมวิธีการผลิตผืนผ้า คือ

  1. ผ้าทอ (Woven fabrics) – การนำเส้นด้ายมาขัดกันเป็นผืน
  2. ผ้าถัก (Knitted fabrics) – การนำเส้นด้ายมาต่อกันเป็นห่วงหลายๆห่วงจนเป็นผืน
  3. ผ้าอื่น ๆ – เป็นการผลิตที่นอกเหนือจากการทอและถัก เช่น การขึ้นรูปเป็นแผ่นฟิล์ม เป็นโฟม หรือ การขึ้นรูปเป็นผ้าจากเส้นใยโดยตรง เรียกว่า ผ้าไม่ถักไม่ทอ (Nonwovens)

 

รวมชื่อเรียกผ้าแบบต่างๆ และสมบัติ (ทั้งแบบเรียกตามเส้นใย และ การผลิต)

  • ผ้าฝ้าย (Cotton)
    • สมบัติของผ้าฝ้าย หรือ ผ้า Cotton นั้นจะ ยับง่าย รีดยาก หด ย้วย แต่บางเบาหากผลิตเป็นเครื่องนุ่งห่ม จะใส่สบาย แต่ปัจจุบันการผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้คุณภาพของฝ้ายดีขึ้น จึงเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย
  • ผ้าลินิน (Linen)
    • มีความเหนียว และแข็งแรง ทนแสงและความร้อนได้ดี จึงรีดได้ที่ความร้อนสูง มีความมันวาวคล้ายเส้นใยไหม ดูดซับน้ำได้ดี ข้อเสียคือเนื้อผ้าจากเส้นใยลินิน ค่อนข้างแข็งและยับง่าย
  • ผ้าขนสัตว์ (Wool) เช่น ขนแกะ ขนแพะ ขนอูฐ ขนแคชเมียร์ ขนมิ้งค์
    • เส้นใยที่ได้จากขนสัตว์ ถ่ายเทความชื้นได้ดี มีความเหนียวพอสมควร เปียกน้ำแล้วจะหดตัว และความเหนียวก็จะลดลงด้วย ลักษณะเป็นมันเงา ทนต่อความร้อนได้ปานกลาง ทนต่อเชื้อราและแบคทีเรียได้ดี ดูดความร้อน จึงเหมาะกับเสื้อผ้าที่ให้ความอบอุ่น เป็นผ้าที่ไม่ทนต่อด่างและแสงแดดจัด ซึ่งจะทำให้เส้นใยเปื่อยและขาดง่าย ทำความสะอาดได้ด้วยวิธีซักแห้ง ควรเก็บใส่ถุงพลาสติกเพื่อป้องกันมอด
    • ใช้มากในเเถบที่มีอากาศหนาวเย็น นิยมใช้ตัดเสืัอผ้าชั้นดี เช่น สูท เสื้อโคท ผ้าขนสัตว์มีคุณสมบัติที่ดีหลายประการ เช่น ยืดหยุ่นได้ดี ไม่ยับง่าย ดูดซึมน้ำและความชื้นได้ดี ไห้ความอบอุ่นต่อผู้สวมใส่ รีดง่ายปรับเข้ารูปทรงได้ดี เหมาะสำหรับการซักแห้งมากกว่าการซักเปียก เพราะเส้นใยยืดหดทำให้เสียรูปทรงได้ง่าย
    • เมื่อเสื้อขนสัตว์เปื้อนสิ่งสกปรก หรือฝุ่นละออง ควรใช้แปรงปัดออกเบาๆ สิ่งสกปรกและฝุ่นละอองจะหลุดออกได้ง่าย แต่ถ้าหากเปื้อนน้ำก็ใหัรีบสะบัดออก แล้วจึงใช้แปรงทำความสะอาดอีกครั้งหนึ่งเมื่อแห้ง แปรงที่ใช้ควรมีขนที่อ่อนนุ่ม ควรแปรงในขณะการซักแห้งเท่านั้น เมื่อต้องการเก็บรักษาขนสัตว์ไว้นานๆ ควรทำความสะอาดด้วยการซักแห้งจะดีที่สุด ถ้าจำเป็นต้องซักเปียก ควรซักด้วยสบู่หรือผงซักฟอกอย่างอ่อนกับน้ำอุ่น ใช้มือขยำเบาๆ ไม่บิด ไม่ควรแช่ผ้าไว้ในน้ำนานๆ เส้นใยจะหดตัวชั่วคราว ถ้าจะใช้สารฟอกขาวควรใช้อย่างอ่อน เช่น ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ไม่ควรใช้สารฟอกขาวประเภทคลอรีนจะทำให้เส้นใยขนสัตว์เสื่อมคุณภาพ การตากควรตากบนพื้นราบ รองด้วยผ้าขนหนู เพื่อช่วยซับน้ำออก จัดรูปทรงเสื้อให้ดูดี ไม่ควรแขวนตากจะทำให้เสื้อผ้าขนสัตว์ยืดเสียรูปทรง ควรตากในที่ร่มมีลมโกรก ไม่ควรตากแดด การรีดโดยใช้ความร้อนชื้น ควรใช้ผ้าปิดทับบนผ้าขนสัตว์ แล้วจึงรีดกด ไม่ควรรีดไถแรงๆ จะทำให้ผ้ายืดได้ อุณหภูมิของเตารีดควรอยู่ในอณหภูมิต่ำหรือปานกลาง ถ้าใช้ความร้อนสูงผ้าจะแข็งกร้านและจะเปลี่ยนสีเป็นสีเหลือง
  • ขนเฟอร์ (Fur)
    • เป็นขนสัตว์ที่มีปริมาณน้อย หายาก และราคาค่อนข้างแพง ได้แก่ ขนกระต่าย ขนHare (สัตว์ชนิดหนึ่งเหมือนกระต่าย/กระต่ายป่า) ขนแพะแองกอร่า (Mask Rat) มิงค์ (Mink)
    • เฟอร์เทียม (Faux Fur) : ทำมาจากใยสังเคราะห์ หรือผสมระหว่างใยสังเคราะห์จากธรรมชาติ กับ เคมี
  • ผ้าไหม (Silk)
    • ลักษณะของผ้าไหม มีความมันวาวเมื่อสะท้อนแสง แลดูสวยงาม เนื้อผ้าที่ได้จากได้จากการทอไหม จะมีความกระชับแน่น เหนียว และทนทาน ผ้าไหมมีความชื้นอยู่ในตัว จึงทำให้รู้สึกนุ่ม เมื่อสวมใส่ คงรูปได้ดี ไม่ยับง่าย
      จุดด้อย คือ ไม่ทนต่อผงซักฟอกที่มีฤทธิ์เป็นกรดจัด ไม่ทนต่อความร้อนสูง หรือตากแดดจัดเป็นเวลานาน จะทำให้เสื่อมสภาพได้ง่าย, เป็นที่ชื่นชอบของแมลง
  • ผ้าแคชเมียร์ (Cashmere)
    • สวยงามอ่อนนุ่ม สวมใส่สบาย ให้ความอบอุ่น สวมใส่ได้ทั้งหน้าร้อน และหน้าหนาว ขนแคชเมียร์ชนิดดีมักใช้ตัดชุดสูท เสืัอกันหนาว เสื้อคลุม ส่วนชนิดหยาบ ใข้ทอกระสอบและใช้ผสมกับขนแกะเพื่อทำผ้าบุเครื่องเรือน
      จุดด้อยคือแพ้ด่าง
  • ผ้าโมแฮร์ (Mohair): เป็นผ้าที่ทำจากขนของแพะแองกอร่า (Angora) ประเทศตุรกี
  • ผ้าอัลปาก้า (Alpaca)
    • เป็นสัตว์ในตระกูลอูฐ แต่ตัวเล็กกว่า มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ เจริญเติบโตได้ดีในเเถวเทือกเขา แอนดีสของประเทศเปรู โบลิเวีย เอควาดอร์ และอาร์เจนตินา, มีข้อดีที่ให้ความอบอุ่นและปัองกันไฟฟัาได้ เส้นใยแข็งแรงเป็นมันวาว เมื่อทอเป็นผ้าแล้วจะมีลักษณะเหมือผ้าโมแฮร์ ผ้าที่ผลิตจากขนอัลปาก้า ใช้ตัดสูท ชุดสตรี
  • ผ้าใยหิน (Asbestos)
    • เส้นใยหินมีความเหนียว แข็งแรง ทนความร้อนได้สูงในช่วงระละเวลาสั้นๆ ทนต่อสารเคมีได้ดี
      เส้นใยหินที่จะทำเป็นเส้นใยผ้านั้นจะต้องผสมกับใยผ้าฝ้าย 5-20% หรือไม่ก็เรยอน และขนสัตว์ เพื่อปั่นให้เป็นเส้นด้ายและทอเป็นผ้าต่อไป
    • ผ้าที่ผลิตจากใยหินนั้นมีคุณสมบัติคือทนไฟ สามารถทอเป็นผ้าได้หลากหลายชนิด ใช้ทำผ้าม่านกันไฟ ชุดเสื้อผ้ากันไฟที่ใช้สำหรับพนักงานดับเพลิง ผ้าฉนวนป้องกันไฟฟ้า
      การทำความสะอาด ถ้าไม่สกปรกมากไม่ควรซักทั้งชิ้น เพียงใช้ฟองน้ำชุบน้ำเช็ดบริเวณที่เปรอะเปื้อน ก็ได้
  • ผ้าไนลอน (Nylon)
    • เส้นใยผ้าไนลอนนี้มีความเหนียว และทนทานสูง แต่ยังคง ยืดหยุ่นและคืนตัวได้ค่อนข้างดี การที่นำเส้นใยผ้าไนลอนไปผสมกับใยอื่นๆ เพราะให้ผ้าสามารถคงรูปได้ และไม่ให้ยับง่าย เมื่อนำไปซักแล้วจะแห้งเร็ว ซักด้วยสบู่หรือผงซักฟอกได้ รีดให้เรียบได้ง่าย เนื่องจากผ้าที่ทำจากเส้นใยไนลอนไวต่อความร้อน จึงสามารถอบให้แห้งได้ด้วยความร้อนทุกระดับ แต่ใส่แล้วอาจไม่ค่อยสบายตัวนัก
  • ผ้าโพลีเอสเตอร์ (Polyester)
    • มีลักษณะคล้ายผ้าฝ้ายที่ได้จากเส้นใยธรรมชาติ เพราะมีความนุ่มและมันเงา บางและเบา จับจีบได้ง่าย และคงรูปได้ดี ดูดซับความชื้นได้น้อย มีคุณสมบัติที่ไม่ยับง่าย มักนิยมนำไปผสมกับผ้าฝ้าย เพื่อให้ผ้านั้น น่าใช้มากยิ่งขึ้น
  • ผ้าอะคริลิค (Acrylic)
    • ผ้าอะคริลิค ดูแลรักษาง่าย มีน้ำหนักเบา เมื่อผลิตเป็นผ้าได้ จะได้ผ้าที่มีผิวสัมผัสนุ่มนวล ให้ความอบอุ่นคล้ายเส้นใยขนสัตว์ จึงนิยมนำไปผสมกับเส้นใยขนสัตว์ ทำผ้าขนสัตว์เทียม เช่น ใช้ทำเป็นผ้าห่ม พรม เสื้อกันหนาว, ทนด่างอ่อนๆ และกรดเจือจางได้ดี ทนต่อเชื้อรา แมลง และแบคทีเรียทั่วไปได้ดี
      แต่ดูดความชื้นได้ต่ำ ผ้าอะคริลิคจะสะสมประจุไฟฟัาสถิต ทำให้สวมใส่ไม่สบาย ทำความสะอาด ซักได้ทั้งซักเปียกและซักแห้ง ไม่ควรใช้ความร้อนในการซัก ไม่ควรต้มผ้า เพราะจะทำให้ผ้าหด
  • ผ้าแอสลอน (Azlons)
    • คล้ายขนสัตว์ แต่ไม่ทนทานเท่าขนสัตว์ ให้ความอบอุ่นและนุ่มนวล เหมาะที่จะผสมกับเส้นใยขนสัตว์ หรือ เส้นใยชนิดอื่นๆเพื่อเพิ่มความนุ่มนวล ลดการทำให้ผ้าเกิดเป็นเม็ดเป็นขุยบนผิวผ้า ย้อมสีติดได้ดี ทนต่อมมอดแมลงและราได้ดี แต่ข้อเสียคือมึความเหนียวต่ำ ปรับสภาพโค้งงอ และนำมารวมตัวกันได้น้อยไม่ทนต่อด่างและสารฟอกขาว
  • ผ้าเรยอน (Rayon) หรือไหมเทียม
    • ผ้าที่ทอจากเส้นใยเรยอนจะมีความนุ่มนวล มันวาว ใส่แล้วรู้สึกสบายตัว เพราะเส้นใยผ้าเรยอนระบายความร้อน และดูดความชื้นได้ดี, จุดอ่อนคือ หากถูกตากแดดจัดเป็นเวลานาน ความเหนียวของใยผ้าจะลดลง และ หากเก็บในที่อับชื้นจะขึ้นราคาได้ง่าย
    • ผ้าวิสโคส (Viscose)
      • เป็นผ้าที่ได้จากใยสังเคราะห์เซลลูโลสด้วยวิธีการวิสโคส (Viscous – มีความหนืดสูงคล้ายน้ำผึ้ง); วิสโคสเป็นชื่อเรียกวิธีการผลิตเส้นใยผ้าเรยอนแบบหนึ่ง
  • ผ้าอาซีเตท (Acetate)
    • มีลักษณะเป็นมันคล้ายไหม คืนตัวได้ดี ผ้าไม่ยับง่าย จับจีบถาวรได้ ทนแมลง และเชื้อราได้ดี
      ทำความสะอาดได้ทั้งวิธีซ้กน้ำและซักแห้ง
      ไม่ควรบิดแรง ๆ เพราะอาจจะทำให้เส้นใยเปื่อย ขาดเร็วกว่ากำหนด และจะให้เกิดรอยยับอยู่นานจางหายไปยาก นิยมผลิตเพียงนำไปผสมกับเส้นใยชนิดอื่น ๆ
      เช่น ไนลอน โพลิเอสเตอร์
  • ผ้าชีฟอง (Chiffon)
    • คือ ผ้าที่ผลิตจากการทอ แบบตาข่าย, อาจมาจากเส้นใยธรรมชาติหรือสังเคราะห์ก็ได้
      คุณภาพขึ้นกับเส้นใยที่นำมาใช้ทำ เช่นใยไหมจะทนกว่าใยฝ้าย
      ผ้าชีฟอง เป็นชื่อเรียกตามกรรมวิธีการผลิต/
      จุดเด่น คือ เบา ลื่น พริ้ว โปร่ง ซักง่าย ใส่ง่าย แห้งไว ไม่ต้องรีด
      การใช้งาน ส่วนใหญ่ใช้ทำเป็นเสื้อผ้าสำหรับผู้หญิง
  • ผ้ายืด หรือ ผ้าสแปนเด็กซ์ (Spandex) เป็นผ้าที่ผลิตโดยนำเส้นใยสังเคราะห์ผสมกับเส้นใยผ้าชนิดต่างๆ ทำให้ได้ผ้าที่มีลักษณะยืดหยุ่นได้ดี
    • ผ้าสเปนเด็กซ์ Spandex เป็นผ้าที่มีคุณสมบัติ บางเบา สวมใส่สบาย ยืด(ขยาย)ได้ 4 ทิศทาง เป็นเส้นด้ายที่มีคุณสมบัติที่เมื่อยืดแล้วจะสามารถกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ โดยไม่เสียรูปทรง เหมือนกับผ้า Lycra แต่ Lycra จะเป็นเส้นด้าย Elastane ซึ่งจะมีความนุ่มนวลกว่า ผ้า Spandex
    • เป็นใยยางสังเคราะห์ที่รู้จักกันในนาม Lycra ดึงยืดได้ 6-7 เท่าของความยาวเดิม ต้านทานแรงดึง ได้สูง
    • คุณสมบัติของผ้าชนิดนี้คือ น้ำหนักเบา มีความยืดหยุ่นได้ดี เมื่อสวมใส่แล้วสามารถยืดขยายออกได้ถึง 500% และสามารถคืนตัวกลับมาในสภาพเดิม และสามารถระบายเหงื่อได้ดีอีกด้วย นอกจากคุณสมบัติที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น กางเกงจักรยานที่ตัดเย็บจากผ้าสแปนเด็กซ์ นี้ยังช่วยต้านแรงลมได้ดี และยังช่วยป้องกันผิวหนังจากการเสียดสีกับอานจักรยาน หรือตัวถัง (Frame) ได้อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ผ้าชนิดนี้ยังช่วยระบายเหงื่อออกจากผิวหนังได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองหรือผดผื่น เมื่อสวมใส่เป็นเวลานานอีกด้วย
  • ผ้าฟลีซ (Fleece) คือ ผ้าที่ทำมาจากเส้นใย polyester ที่ทอแน่นละเอียดและอบอุ่น ระบายอากาศดี มักใช้ทำเสื้อกันหนาว และเสื้อผ้าแฟชั่น สีสวย สดใส มีสัมผัสที่อ่อนนุ่ม และสีสันสวยงาม สามารถซักทำความสะอาดได้ง่าย ทั้งยังแห้งเร็ว สีไม่ตก ให้ความอบอุ่นและทนทานกว่า
    • ผ้า Fleece เป็นผ้าที่ทำมาจากเส้นใย polyester ที่มีคุณสมบัติเด่นเรื่อง การทอที่แน่นละเอียด อบอุ่น ระบายอากาศดี มักใช้ทำเสื้อกันหนาว และเสื้อผ้าแฟชั่น เนื่องจากสีสวย สดใส มีคุณสมบัติเด่นหลายประการทั้ง มีสัมผัสที่อ่อนนุ่ม สีสันสวยงาม สามารถซักทำความสะอาดได้ง่าย แห้งเร็ว และสีไม่ตก
  • ผ้าสำลี คือ ผ้าทอจากเส้นใยฝ้าย cotton มีคุณสมบัติเป็นฉนวนให้ความอบอุ่นและระบายความร้อน แต่ไม่ทน ยุ่ยง่าย เมื่อใช้ไปนานๆก็ขาด จนไม่สามารถซักได้บ่อยครั้งเนื่องจากผ้าที่หนา ซักแห้งยาก และเมื่อใช้ไปนานๆ เนื้อผ้าจะแข็งขึ้นและเป็นขน
  • ผ้าใยไผ่ มีคุณสมบัติ คือ ควบคุมอุณหภูมิได้ตามธรรมชาติ อุ่นในสภาพอากาศหนาว และเย็นสบายในสภาพอากาศร้อน นุ่มนวล เบา เรียบลื่น ป้องกันการเกิดไฟฟ้าสถิตได้ดี ไม่ระคายเคืองผิวหนัง ระบายอากาศ สาร Bamboo Kun ช่วยต้านแบคทีเรียที่ทำให้เกิดกลิ่นได้ดี
  • ผ้าแคชเมียร์ (Cashmere) คือ ผ้าที่ทำมาจากแขนแพะ (ในแคว้นกัษมีระ) มีคุณสมบัติ ทนทาน นุ่มสบาย อบอุ่น สวมใส่ได้ทั้งหน้าร้อน และหน้าหนาว
    • แคชเมียร์ เป็นแคว้นที่อยู่ตอนเหนือสุดของอินเดีย
    • โดยเฉลี่ยแล้วแพะแคชเมียร์ 1 ตัวจะให้ขนชั้นในประมาณ 4 ออนซ์ (113.40 กรัม) ซึ่งการนำมาทอเป็นสเว็ตเตอร์ 1 ผืน ต้องใช้ประมาณ 300 กรัม หรือใช้แพะ 2-3ตัว
    • ผ้าแคชเมียร์คุณภาพเยี่ยมควรมาจากขนแพะแคชเมียร์จากประเทศมองโกเลียและจากตอนเหนือของประเทศจีน
    • ผ้าแคชเมียร์ที่ราคาต่ำกว่า 1หมื่น มีความเป็นไปได้ว่าอาจเป็น ผ้าผสมแคชเมียร์กับเส้นใยอื่นๆ หรือ อาจไม่ใช่ขนชั้นในทั้งหมด
    • หากจับเนื้อผ้าแล้วมีขนติดมือออกมาให้สันนิษฐานว่าไม่ใช่แคชเมียร์แท้ 100%, และหากไม่มีขนติดมือ ก็ไม่ได้แปลว่าเป็นแคชเมียร์แท้เช่นกัน ต้องดูข้อมูลอื่นๆด้วย
    • ผ้าแคชเมียร์แพ้ด่าง
  • ผ้าพัชมีน่า (Pashmina) คือผ้าที่มาจากเส้นใยขนแพะ เหมือนแคชเมียร์ แต่ว่ากันว่าเป็นแพะอีกสายพันธุ์ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ระดับความสูงมากกว่า เช่นเทือกเขาหิมาลัยในเนปาล ปากีสถาน และทางตอนเหนือของอินเดีย
    • คุณสมบัติของพัชมีน่า คือ อ่อนนุ่ม บาง เบา แต่อบอุ่นแม้อุณหภูมิเลขตัวเดียว และสามารถนำมาใช้ห่มให้ความรู้สึกเย็นสบายในฤดูร้อนได้เช่นกัน
    • ความแตกต่างของเส้นใยพัชมีนาและแคชเมียร์คือขนาดของเส้นใย พัชมีนาจะมีความละเอียดและบางกว่าเส้นใยแคชเมียร์ จึงเหมาะสำหรับนำมาทำสิ่งทอที่มีน้ำหนักเบา เช่น ผ้าพันคอเนื้อละเอียด
  • ผ้าชีมัค (Shemagh/Shmagh/Yashmag)
    • คือผ้าโพกหัว ผ้าพันคอ เป็นกระแสแฟชั่นนิยมมาจากแถบตะวันออกกลาง เป็นเครื่องนุ่งห่มของชาวเปอร์เซียอย่างหนึ่งที่ใช้เพื่อป้องกันฝุ่นทรายและแสงแดดของทะเลทราย ผ้าที่ออกแบบมาจะมีลักษณะ บาง ผืนใหญ่ กันแดดกลางวัน กันหนาวในกลางคืน และกันฝุ่นพายุทรายได้, ซึ่งในความจริงสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างอเนกประสงค์ตามผู้ใช้งาน
  • ผ้าวิสโคส (Viscose)
    • เป็นผ้าที่ได้จากใยสังเคราะห์เซลลูโลสด้วยวิธีการวิสโคส (Viscous – มีความหนืดสูงคล้ายน้ำผึ้ง); วิสโคสเป็นชื่อเรียกวิธีการผลิตเส้นใยผ้าเรยอนแบบหนึ่ง
  • ผ้าทีเค (TK) เป็นชื่อเรียกทั่วไปของผ้าใยสังเคราะห์ (Polyester)
    • เป็นผ้าที่สามารถคืนรูปง่ายไม่ว่าจะแห้งหรือเปียก ดูแลรักษาง่าย อยู่ทรง ไม่ค่อยหดและย้วย
      สีค่อนข้างสด และซีดยาก
  • ผ้าทีซี (TC – Tetron Cotton; Tetron เป็นชื่อเรียก Polyesterของชาวญี่ปุ่น)
    • เป็นผ้าที่มีส่วนผสมของใยฝ้าย (Cotton) 65% และใยโพลิเอสเตอร์ (Polyester) 35% เป็นการใช้ฝ้ายช่วยเพิ่มความนุ่มให้กับโพลิเอสเตอร์
    • ระบายความร้อนได้ระดับหนึ่ง ส่วมใสสบายและการดูดซับเหงื่อดีพอใช้ เมื่อเทียบกับผ้า TK ไม่ยืดไม่หด ทนต่อการซักด้วยเครื่องซักผ้า เนื้อผ้าไม่ขึ้นเม็ด แต่ระยะยาวอาจมีย้วยได้บ้างตามอายุ
  • ผ้าซีทีซี (CTC – )
    • ผ้าที่มีส่วนผสมของใยฝ้าย (Cotton) 70% และใยโพลิเอสเตอร์ (Polyester) 30%
    • ไม่หดตัวทนทานกว่าผ้าฝ้าย
  • ผ้าซีวีซี (CVC – Chief Value of Cotton)
    • เป็นผ้าที่มีส่วนผสมของใยฝ้าย (Cotton) 80% และ โพลิเอสเตอร์ (Polyester) 20% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ทำให้ได้คุณสมบัติผ้าที่ดีขึ้น เนื้อผ้าแน่น และนุ่ม เนื้อผ้ามีความละเอียด ใส่สบาย
    • ข้อดี :เป็นเนื้อผ้าที่มีความยืดหยุ่นสูง ระบายอากาศได้สูง ดูดซับเหงื่อได้ดี
      ข้อเสีย :ราคาค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับผ้า TK, TC และ CTC
  • ผ้า Endurance
    • เป็นผ้าที่มีส่วนผสมของ Polyester100% แต่ได้มีการนำนวัตกรรมนาโนเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มคุณสมบัติพิเศษบางประการให้กับเนื้อผ้า ทำให้ผ้ามีการระบายอากาศได้ดี เนื้อผ้าไม่ติดตัว ไม่เหนียวเหนอะหนะเวลาสวมใส่ ดูแลง่าย อีกทั้งยังมีคุณสมบัติพิเศษในการต่อต้านแบคทีเรีย ทำให้ไม่เกิดกลิ่นเหม็นอับแม้ว่าเหงื่ออกมาก
  • ผ้า Dry-Tech
    • เป็นผ้าที่ใช้เทคโนโลยีทอสองชั้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งาน ทำให้ตัวผ้ามีคุณสมบัติสามารถดูดซับเหงื่อได้ดีขึ้น ระบายอากาศได้ดี ใส่สบายแม้วันที่มีอากาศร้อนก็ตาม
  • ผ้า Micro หรือ Microfiber
    • คือผ้าที่ผลิตจากเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์ (Polyester) ที่มีขนาดเล็กกว่า และ เพิ่มช่องว่างในเส้นใย ทำให้เนื้อสัมผัสเนียนนุ่มกว่า แห้งไว ทนต่อการเปื้อน ทนต่อการขัดสีดีกว่า Polyester ทั่วไป
  • ผ้าอ๊อกซ์ฟอร์ด (Oxford)
    • ผ้าอ๊อกฟอร์ด คือผ้าที่ทำจาก Cotton เป็นเนื้อผ้าที่ดูกึ่งสปอร์ตกับกึ่งเป็นทางการ สวมใส่ได้ง่าย ทนทาน เป็นผ้าที่มีความหนาแต่เบา รู้สึกสบายเวลาสวมใส่ ให้ผิวสัมผัสนุ่มไม่ระคายเคืองผิว ไม่ร้อน ระบายเหงื่อได้ดี รีดง่ายยับยาก

 

รูปแบบเสื้อผ้า

  • คาร์ดิแกน (cardigan) คือ เสื้อคลุมผ่าหน้า ติดกระดุม แขนยาว ไม่มีปก อาจเป็นผ้ายืดหรือถักก็ได้ มีทั้งทรงยาวและทรงสั้น ใช้ใส่ลำลอง
    • Cardigan ส่วนมากจะสวมทับ เชิ๊ต ให้ลุคแบบ Casual
  • สเวตเตอร์ (Sweater) คือเสื้อที่สวมหัว ลักษณะเหมือน cardigan แต่ไม่มีกระดุม
    Mix&Match – Sweater ควรสวมทับเชิ๊ตเท่านั้น ถ้าสวมเสื้อยืดก็มองไม่เห็นอะไร ใส่กับกางเกงยีนส์ก็เท่ดี

    • pullover = เสื้อกันหนาวแบบสวมหัว
  • เบลเซอร์ (Blazer) เป็นเสื้อตัวนอก มีปก คล้ายเสื้อสูท แต่เนื้อผ้าไม่เนียบเท่าสูท จะใช้กับสูทครึ่งตัวบน สีกรมท่า (เท่านั้น!) กระดุมสีเงิน หรือทอง กระดุมจะเป็นแบบแผงเดี่ียวหรือแผงคู่ก็ได้ ใส่กับกางเกงผ้าที่ไม่จำเป็นต้องสีเดียวกัน ในวันสบายๆ
    • Blazer ส่วนมากจะสวมทับเชิ๊ต หรือ โปโล กางเกงผ้า ให้ลุคแบบ Semi-Formal
  • แจ็คเก็ตสูท (Jacket Suit) คือ เสื้อสูทครึ่งตัวบน หรือแจ๊คเก็ตทรงเหมือนสูท มีการเสริมไหล่ ปกแหลม กระดุมสีเดียวกันกับผ้า เหมือนชุดสูทที่เห็นได้ทั่วไป ไม่จำเป็นต้องใส่กับกางเกงเนื้อผ้า และสีเดียวกัน
    • Jacket Suit สามารถจับคู่กับอะไรก็ได้ เชิ๊ต โปโล เสื้อยืด
  • เสื้อโปโล คือ เสื้อยืดแขนสั้น เป็นชุดไพรเวท ผลิตจากเส้นใยฝ้าย
    • เสื้อยืดมีปก ผ่าคอไม่ลึก ติดกระดุม 2-3เม็ด นิยมใช้เป็นเสื้อเครื่องแบบและลำลอง, เสื้อยืดมีคอปก เพื่อเพิ่มความเรียบร้อย

 

ราคาและคุณภาพของผ้า ขึ้นอยู่กับ วัสดุ และ การผลิต

  1. วัสดุ: วัตถุดิบหายากย่อมมีราคาสูง
  2. การผลิต: กรรมวิธีการผลิตที่ยากและซับซ้อนย่อมมีราคาสูง เช่น ความละเอียดการทอ ยิ่งทอละเอียดมาก ซึ่งทำให้ผ้ามีความทนทานเพิ่มขึ้น ราคาจะสูงขึ้น

อ้างอิง: