หลักการเลือกเพชร การซื้อเพชร วิธีการดูเพชร ด้วยหลัก 4C’s

C แต่ละตัว มีลักษณะที่เป็นเกณฑ์ในการแบ่งเกรดของเพชร: Cut Color Clarity Carat
สามารถใช้หลักการนี้ได้กับทั้งเพชรแท้ เพชรสังเคราะห์ และอัญมณีอื่นๆได้

หลักการเลือกซื้อเพชร การดูเพชร การประเมินคุณภาพเพชรตามหลัก 4Csปัจจัยที่นำมาใช้ประเมิณคุณภาพเพชรมี 4 อย่าง คือ

1. น้ำหรือความบริสุทธิ์ ( Clarity )

มีตั้งแต่ไร้มลทินและตำหนิจนถึงมีมลทินและตำหนิมาก ลักษณะความบริสุทธิ์จะต้องพิจารณาถึงมลทินที่เกิดอยู่ภายใน หรือ ตำหนิ ( Blemishes ) ที่เกิดอยู่ภายนอก

การจัดระดับความบริสุทธิ์ทำได้โดยพิจารณาถึงขนาด จำนวนตำแหน่ง และลักษณะทางธรรมชาติของมลทินและตำหนิ
การจัดลำดับความบริสุทธิ์ของเพชร ตามมาตรฐานที่นิยมใช้กันในยุโรปและอเมริกา ใช้การตรวจดูภายใต้แว่นขยายหรือกล้องจุลทรรศน์ที่มีกำลังขยาย 10 เท่า

การจัดระดับความใสสะอาดและตำหนิมลทินของเพชร
ภาพแสดงระดับความสะอาดและตำหนิมลทินของเพชร
การจัดระดับความใสสะอาดและตำหนิมลทินของเพชร
ภาพแสดงระดับตำหนิที่เริ่มมองเห็นด้วยตาเปล่า
การจัดระดับความใสสะอาดและตำหนิมลทินของเพชร
ภาพเปรียบเทียบการดูตำหนิมลทินของเพชรด้วยกล้องขยายและการมองเห็นด้วยตาเปล่า

เพชรที่มีความบริสุทธิ์สมบูรณ์ไร้รอยตำหนินั้นมีอยู่น้อย จึงส่งผลให้เพชรสมบูรณ์ไร้รอยตำหนิและมีองค์ประกอบอื่นๆ คือ สี การเจียระไน และน้ำหนักดีพร้อมนั้นมีราคาแพงที่สุด

แนะนำการเลือก: เพชรระดับที่เหมาะกับการใส่เป็นเครื่องประดับ เริ่มตั้งแต่ความสะอาดระดับ VS ขึ้นไป, อย่างน้อยที่สุดหากต้องการประหยัดงบ เลือกระดับ SI1 ก็สามารถนำมาใช้ได้เนื่องจากมองไม่เห็นตำหนิด้วยตาเปล่า และอาจจะเลือกเม็ดที่มีตำหนิอยู่ในจุดที่สามารถบังได้ด้วยโครงสร้างตัวเรือนก็ยังคงทำให้ภาพรวมสวยงามน่าสวมใส่

2. สี (Color)
การจัดระดับสีทำได้โดยสังเกตุดูว่าสีของเพชรแปรเปลี่ยนไปจากความไม่มีสี ( Colorless ) เพชรส่วนใหญ่จะมี สีเหลือง น้ำตาล เทา ปนอยู่เล็กน้อย ยกเว้นเพชรที่มีสีแฟนซี เช่น สีฟ้า ชมพู ม่วง แดง เพชรที่ไม่มีสีจัดเป็นเพชรที่มีค่าที่สุด

การจัดระดับคุณภาพสีของเพชร
ภาพการจัดระดับคุณภาพสีของเพชร

แนะนำการเลือก: สีเพชรที่เหมาะสำหรับเครื่องประดับ เริ่มตั้งแต่สีระดับ J (น้ำ94) ขึ้นไป, แต่หากต้องการประหยัดงบ การเลือกสี K (น้ำ93) ซึ่งเพชรระดับนี้จะมองเห็นออกเป็นสีเหลืองนวล ควรเลือกตัวเรือนให้เป็นสีเหลือง (Yellow Gold) หรือทองKที่เปอร์เซ็นต์ต่างๆ จะทำให้ตัวเพชรดูขาวเด่นขึ้น

3. การเจียระไน (Cut)
หมายถึง ส่วนสัดของเพชร ( Proportion ) และความปราณีตในการเจียระไน ( Finish) ซึ่งรวมถึงรูปร่าง ( Shape ) ว่าเจียระไนเป็นแบบไหน เช่นเหลี่ยมเกสร ( Brilliant Cut ) เป็นแบบรูปมาร์คีส ( Marquise Cut ) หรือ เป็นแบบหลังเบี้ย ( Cabochon Cut ) เป็นต้น
เพชรที่มีการเจียระไนได้ส่วนสัดตามมาตราฐานมีหน้าเหลี่ยมและมุมต่างๆ ถูกต้องตามหลักวิชา และมีฝีมือการเจียระไนที่ประณีตเรียบร้อยจะมีความสวยงามและมีการกระจายของแสงดี

การดูความถูกต้องของสัดส่วน ( Proportion Grading ) จะต้องทำการวัดมุมของส่วนบน ( Crown ) และมุมส่วนล่าง ( Pavilion ) ของเพชร ขนาดของหน้าเพชร ขนาดของปลายตัดก้นแหลม ความหนาของส่วนบน และความหนาของส่วนล่าง ความหนาของขอบเพชรแล้วนำมาเทียบกับส่วนสัดของเพชรที่นาย Marcel Tolkowsky ได้ทำเป็นมาตราฐานส่วนสัดเพชรที่เจียระไนแบบเหลี่ยมเกสร (Brilliant Cut) ที่เรียกว่า Amercan Ideal Proportion

*การเจียระไนเพชร (Diamond Cut)  รวมทั้งแร่หรืออัญมณีต่างๆ มีความหมายได้ทั้งในแง่ 1. รูปทรง (Diamond Shape) เป็นลักษณะรูปร่างในภาพรวมของวัตถุที่ทำขึ้นมา เช่นทรงกลม ทรงหยดน้ำ ทรงเหลี่ยมมรกต และอีกความหมายหนึ่งคือ การตัดเหลี่ยม (Diamond Cut) รูปแบบเหลี่ยมมุมในการทำ เช่นเหลี่ยมเกสร เหลี่ยม

*การเจียระไนแบบเหลี่ยมเกสร (Brilliant Cut) คือ การเจียระไนที่มีเหลี่ยมอย่างน้อย 56 เหลี่ยม ไม่นับเทเบิล (Table; หน้าเพชร) และคิวเลท (Culet; ก้นเพชร) ประกอบด้วย 32 เหลี่ยมบนยอดเพชร (เหลี่ยมคราว์น) และ 24 เหลี่ยมฐานเพชร (เหลี่ยมพาวิลเลี่ยน) และมีขอบเพชรเป็นรูปกลม

การจัดระดับฝีมือการเจียระไน ( Finish Grading ) ว่ามีความชำานาญและระมัดระวังในการเจียไนแค่ไหน เช่น ตรวจดูว่ามีเส้นรอยขัด รอยขีดข่วน รอยสึกกร่อนที่ก้นเพชร หรือ ขอบเพชรขรุขระ พร้อมกับตรวจดูว่าหน้าขัดมันมีรูปร่างดี มีการวางตัวถูกต้องและมีความสมดุลย์หรือไม่ เช่น เพชรบางเม็ดไม่กลมมีความเบี้ยวเล็กน้อย บางเม็ดมีหน้าขัดมันผิดรูปร่างไป

การเจียระไนมีผลต่อน้ำหนักที่พยายามรักษาไว้และความสวยงามของเพชรเมื่อเจียระไนเสร็จแล้ว ถ้าหากสามารถทำให้มีความสวยงามพร้อมกับรักษาน้ำหนักของเพชรไว้ด้วยแล้วก็จะทำให้เพชรนั้นมีค่ามากขึ้น

การแบ่งคุณภาพการเจียระไน
แบ่งเป็นเกรด: Excellent, Very Good, Good, Fair/Poor และ Very Poor/Unusual
แนะนำการเลือก: ระดับตั้งแต่ Very Good จะทำให้ได้เพชรที่มีการเปล่งประกายงดงาม

คุณภาพของการเจียระไนเพชร
ภาพแสดงระดับคุณภาพของการเจียระไนเพชร

4. น้ำหนัก (Carat Weight)
เพชรใช้หน่วยน้ำหนักเป็นกะรัตในการคิดราคาซื้อขาย 1 กะรัตเท่ากับ 0.2 กรัม (5กะรัต = 1กรัม, 50กะรัต = 10กรัม, 500กะรัต=100กรัม)

กะรัต (Carat) เป็นหน่วยมาตราฐานในการคิดน้ำหนักเพชร และพลอยอื่นด้วย ใน 1 กะรัต ประกอบด้วย 100 จุด หรือในวงการเพชรนิยมเรียกว่าสตางค์ (เรียกสั้นๆ คือ ตังค์) ดังนั้น 50 จุดหรือ 50 สตางค์ จะเท่ากับครึ่งกะรัต

ชาร์ตเทียบน้ำหนักและขนาดของเพชร
ชาร์ตเทียบน้ำหนักและขนาดของเพชร
ภาพแสดงขนาด และน้ำหนักของเพชรเทียบกับมือ
ภาพแสดงขนาด และน้ำหนักของเพชรเทียบกับนิ้วมือ

เพชรจะมีค่าสูงตั้งแต่ 1 กะรัตขึ้นไปและค่าจะสูงมากขึ้น ตั้งแต่ 5 กะรัตขึ้นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีคุณสมบัติ 4C ครบแล้วราคาจะยิ่งสูงมาก


อ้างอิง: