RFID (Radio Frequency Identification) คืออะไร

  • การเก็บข้อมูล หรือ ระบุข้อมูลแบบอัตโนมัติ ผ่านคลื่นวิทยุ
  • เทคโนโลยีการสื่อสาร ส่งข้อมูล ระหว่างป้ายข้อมูล (RFID Tag) กับตัวอ่าน (RFID Reader) ผ่านคลื่นวิทยุ
  • มีลักษณะ เหมือนป้ายอิเล็กทรอนิกส์ รับส่งข้อมูลผ่านคลื่นวิทยุ ซึ่งข้อมูลที่เก็บไว้จะเก็บไว้ในส่วนที่เรียกว่า ป้ายหรือแท็ก ของ RFID
  • มีขนาดเล็กมาก เล็กถึงขนาดที่สามารถแทรกลงระหว่างชั้นของเนื้อกระดาษได้ หรือฝังไว้ในร่างกายคนหรือสัตว์ได้
  • จะถูกติดอยู่ที่อุปกรณ์ ฉลากสินค้า หรือ ผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อใช้ในการติดตามข้อมูลหรือเก็บข้อมูลของผลิตภัณฑ์นั้น
  • เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ง่าย สะดวก เพียงแค่อุปกรณ์ที่ติดRFID กับเครื่องอ่านอยู่ในระยะสแกนของเครื่องอ่าน ก็สามารถทำงานได้ โดยไม่จำเป็นต้องสัมผัสตัวกัน เช่น พาสปอร์ต, บัตรเครดิต, บัตรชำระเงิน, บัตรทางด่วน, บัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ, การ์ดผ่านประตูที่พัก, บัตรเข้าออกสำนักงาน, บัตรจอดรถ, ฉลากสินค้า, สายข้อมือนักกีฬา, ปลอกคอสัตว์ ฯ
    *ระยะสแกนขึ้นอยู่กับคุณภาพของอุปกรณ์ และคลื่นความถี่ที่ใช้งาน
  • RFID ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ
    1. ป้ายข้อมูลหรือแท็ก (RFID Tag)
    2. ตัวอ่านข้อมูล (RFID Reader)
    3. โปรแกรมประยุกต์ใช้งาน หรือแสดงผลข้อมูล
      * โดยป้ายข้อมูลจะอยู่ที่อุปกรณ์ของผู้ใช้บริการ ส่วนตัวอ่านข้อมูล จะอยู่ที่ผู้ให้บริการ เช่นปลอกคอสัตว์ที่ใช้RFID จะมีข้อมูลอยู่ที่ปลอกคอสัตว์เลี้ยงของเรา ส่วนตัวอ่านป้าย จะอยู่กับผู้ให้บริการเช่นโรงพยาบาลสัตว์ เมื่อเราพาสัตว์เลี้ยงไปอยู่ในระยะที่ตัวอ่านข้อมูลสแกนได้ เจ้าหน้าที่ของรพ.สัตว์ก็จะรู้ข้อมูลสัตว์เลี้ยงของเราทันที

 

RFID มีประโยชน์อย่างไร

  • สะดวกในการอ่านข้อมูล โดยไม่ต้องสัมผัส สามารถอ่านค่าได้แม่นยำแม้ในสภาพที่ทัศนวิสัยไม่ดี ทนต่อความเปียกชื่น แรงสั่นสะเทือน การกระทบกระแทก และสามารถอ่านข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูง
    ตัวอย่างประโยชน์ในการใช้งาน
  • ใช้จำแนกบุคคล สัตว์ สิ่งของ เช่น อี-พาสปอร์ต ป้องกันการก่อการร้าย ใช้จำแนกสัญชาติ, ปลอกคอหรือชิพสัตว์เลี้ยง ใช้ตามหาเจ้าของได้, สายข้อมือนักกีฬา ใช้ยืนยันตัวตนและประวัติด้านกีฬา, ใช้ติดที่ตัวสินค้า ป้องกันการปลอมแปลง
  • นำมาใช้นับสต็อคสินค้า เช่น ร้านทอง แต่ละวันต้องใช้เวลาในการนับสร้อยทองเส้นเล็กๆจำนวนมาก อาจผิดพลาดได้ แต่หากใช้ RFID สามารถอ่านได้ 300ป้าย (ทอง300เส้น) ในเวลาไม่ถึง 10วินาที
  • ในการขนส่ง ใช้ติดที่สินค้า ช่วยให้ตรวจเช็คสินค้าได้โดยที่ไม่ต้องเปิดกล่อง
  • ใช้งานในโรงพยาบาล กับการเก็บข้อมูลผู้ป่วย, กรณีเกิดอุบัติเหตุ ผู้ป่วยสามารถเข้าใช้บริการที่รพ.ใดๆก็ได้ โดยทราบข้อมูลประวัติสุขภาพ และการรักษาพยาบาลทั้งหมดได้ทันที
  • ใช้กับการผ่านเข้าออกอาคาร กับการรักษาความปลอดภัย
  • ด้านการเงิน ใช้กับบัตรเครดิต บัตรเดบิต เพื่อชำระค่าสินค้าและบริการต่างๆ โดยไม่ต้องเปิดกระเป๋าเงิน, สามารถฝังไว้ในธนบัตร เพื่อป้องกันธนบัตรปลอมได้
  • อื่นๆ … สามารถประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย และรวมถึงการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มศักยภาพของRFID เช่นใช้งานร่วมกับGPS เพื่อจำแนกวัตถุและบอกตำแหน่ง

 

จะทราบได้อย่างไรว่าอุปกรณ์ใดใช้ RFID

  • สำหรับบัตรเครดิต โทรถามธนาคารผู้ออกบัตรจะชัดเจนที่สุด
  • วิธีสังเกตง่ายๆ คือ บัตรที่สามารถแตะจ่ายได้จะใช้เทคโนโลยี RFID เช่นบัตรเซเว่น บัตรแรบบิต, ถ้าบัตรเครดิตที่ต้องใช้การเสียบหรือรูดบัตร จะไม่มีRFID

 

ผลกระทบจากการใช้ RFID

  • ความปลอดภัยของข้อมูล โดยเฉพาะบัตรเครดิต หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเงิน อาจถูกมิจฉาชีพขโมยข้อมูล
  • สิทธิส่วนบุคคล เช่น กรณีเราใช้สินค้าที่มีRFID เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า กล้อง หรืออื่นๆ ข้อมูลส่วนตัวของเราก็จะถูกบันทึกไว้ในตอนซื้อเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ เมื่อเราอยู่ในรัศมีของตัวอ่าน ข้อมูลของเราก็จะถูกเปิดเผยไปด้วย

 

อุปกรณ์ป้องกันการอ่านRFID

  • คือ อุปกรณ์ที่ทำงานโดยการรบกวนคลื่นวิทยุ และกีดขวางการทำงานของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า รวมถึงป้องกันการสื่อสารระหว่างแท็กRFID และตัวอ่าน
  • อุปกรณ์ป้องกัน อาจมีรูปลักษณ์แบบใดก็ได้ ขึ้นอยู่กับผู้ผลิตที่จะออกแบบให้สะดวกต่อการใช้งาน เช่น การ์ดป้องกันRFID หรือ กระเป๋าตังค์ RFID Blocking: ช่วยป้องกันการอ่านข้อมูลบัตรเครดิต หรือบัตรอื่นๆที่มีความสำคัญ จากมิจฉาชีพ

 

ข้อมูล: